{Diary}TVXQ หรือCassiopeiaที่เจ็บปวด
posted on 24 Nov 2009 20:24 by hiromiheroมันคือประโยคคำถาม มันก็แค่ประโยคคำถาม แต่คำถามแค่นั้นมันทำให้เราคิดอะไรได้หลายๆอย่าง ตั้งแต่เกิดเรื่อง เราเข้าเว็ปไซดงบังชิงกิหลายเว็ป อ่านคอมเม้นมากมายของแคสสิโอเปีย ก็อย่างที่ว่า ต่างคนก็ต่างความคิด แต่เพราะประโยคนี้ "สุดท้ายแล้วคนที่เจ็บปวดที่สุดก็คือแคสสิโอเปีย" จริงๆน่ะเหรอ อยากจะถามว่ามันจริงเหรอ พวกเราที่เรียกตัวเองว่าแคสเจ็บปวดมากกว่าดงบังชิงกิงั้นเหรอ
แคส ไม่ได้ถูกกดดันจากเอสเอ็ม
แคส ไม่ใช่คนที่ต้องแยกจากเพื่อนที่รัก
แคสไม่ใช่คนที่กำลังต่อสู้กับความเจ็บปวดเพียงลำพังเหมือนยูชอน แจจุง จุนซู
แคสก็แค่เจ็บปวดที่เห็นคนที่เรารักเจ็บปวด บางคอมเม้น บอกว่าเสียใจที่ดงบังไม่ได้อยู่ด้วยกัน ถ้าอยู่แค่สามหรือสอง ก็จะไม่รักอีก จะไม่สนับสนุนอีก นี่มันคือความรักหรือว่าอะไรกันแน่ มันเหมือนการแสดงออกถึงความเห็นแก่ตัวหรือเปล่า?????
และไม่ได้ลำเอียง คิดว่าตอนนี้ ยูชอน แจจุง จุนซู น่ะ คงจะรู้สึกแย่มากกว่า ชางมินกับยุนโฮเสียอีก
เพราะอะไรน่ะเหรอ ตอนนี้ทั้งสามคนไม่มีใครแล้ว ไปงานก็ไปกันเอง ไม่มีบอร์ดี้การ์ดในงาน MAMA ไม่มีใครคอยตามอีกแล้ว ไปญี่ปุ่นก็ต้องไปกันเอง ทำอะไรก็ต้องทำเอง ไม่มีบริษัทหนุนหลังอีกแล้ว ผิดกับยุนโฮกับชางมิน ที่ยังมีสังกัด แถมเด็กสามคนนั้นยังถูกเอสเอ็มโจมตีอย่างหนัก เจอคำพูดที่ทำร้ายจิตใจอยู่ตลอดเวลา แถมยังต้องกดดันกับเรื่องคดีความ แค่นี้มันยังเจ็บไม่พอใช่ไหม ไม่พอที่แคสบางคนจะคิดว่า ดงบังชิงกิเจ็บกว่าแคสเป็นไหนๆ
สำหรับเราแล้ว ตอนสุดท้ายไม่ว่าใครผิดหรือถูก หรือสุดท้ายเด็กทั้งสามจะผิดก็ตามที มันไม่สำคัญอะไรอีกแล้ว ขอแค่สุดท้าย เด็กๆทั้ง 5 คนมีความสุข ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากจะทำ แค่นั้นก็พอแล้ว
ถ้าเรารักใครสักคน ไม่ว่าเขาจะผิดหรือถูกเราก็ยังรักเขาไม่ใช่เหรอ นี่แหละเขาถึงเรียกว่าความรัก
Fiction ที่เขียนตอนฟุ้งซ่าน อ่านแล้วสมมุตตัวเองว่าเป็นผู้หญิงที่ชื่อฮีวอนแล้วกันนะ
หลังเวที MAMA 2009 ถึงแม้วันนี้พวกเขาจะได้รับรางวัลในฐานะดงบังชิงกิ แต่ดูเหมือนว่า ทั้งสามคนจะไม่มีความสุขเอาเสียเลย แววตาของทั้งสามทั้งเศร้าหมองและแดงก่ำ
“ยูชอนอ่า….” เสียงเรียกเบาๆจากจุนซูพร้อมมืออุ่นวางลงกับไหล่ที่กำลังเริ่มสั่นเทา ยูชอนเพียงยิ้มอ่อนๆทั้งๆที่อยากแสดงความเข้มแข็งแต่น้ำตามันกลับไหลออกมา นี่คงเป็นครั้งแรกที่ขึ้นรับรางวัลโดยปราศจาก ยุนโฮและชางมิน
“อย่าร้องไห้สิ” เสียงหวานยิ่งทำให้ร่างสูงร้องไห้ออกมามากกว่าเดิม ในขณะที่แจจุงซึ่งตอนนี้ถือว่าเป็นพี่ใหญ่ เอาแต่นั่งหันหลังให้คนทั้งสอง ดวงตาที่แสนเจ็บปวดมองเงาของสมาชิกสองคนผ่านกระจกห้องแต่งตัว “พวกนายไม่สมควรจะได้รับรางวัลนี้เสียด้วยซ้ำ….ดงบังชิงกิงั้นเหรอ ถ้าอยู่กันไม่ครบ 5 คนมันก็ไม่มีความหมายอะไรหรอก….นายทำให้ชื่อเสียงของเอสเอ็มเสียหาย แบบนี้ยังกล้าขึ้นมารับรางวัลอีกเหรอ” เสียงของคนที่เรียกตัวเองว่าอดีตผู้จัดการของดงบังพูด เขาเข้ามาที่นี่นานมากแล้วและรอคอยให้ทั้งสามลงมาจากเวที แจจุงลุกขึ้นคว้ารางวัลมาจากโต๊ะพลางกระแทกลงที่โต๊ะข้างๆอดีตผู้จัดการ
“ถ้าพี่คิดว่ามันไม่สมควร พี่จะเอามันไปทิ้งก็ได้นะฮะ….ผมเองก็ไม่ได้ภูมิใจสักเท่าไหร่ที่ได้มันมา จริงสินะ มันจะมีประโยชน์อะไรถ้าขึ้นรับรางวัลไม่ครบ 5 คน” ริมฝีปากแดงสั่นเทาเบาๆ อุตส่าห์กลั้นน้ำตาไว้ตั้งแต่อยู่บนเวที พยายามไม่ให้มันไหลออกมา ไม่อยากจะแสดงความอ่อนแอ แต่แล้วมันก็ทนไม่ไหวอีก แจจุงปล่อยให้หยาดน้ำตาไหลอาบแก้มและคงเป็นครั้งแรกที่เขาร้องไห้ต่อหน้าคนเยอะขนาดนี้ ทั้งทีมงานของศิลปินคนอื่น ผู้จัดการส่วนตัวของวงอื่น และศิลปินคนอื่นๆ ยูชอนกับจุนซูเดินมาหยุดข้างๆแจจุงพลางลูบหลังปลอบใจเบาๆ
“ฮันซอง….ใครปล่อยให้เด็ก 5 ขวบเข้ามาในนี้น่ะห๊า!!” หญิงสาวคนหนึ่งพูดเสียงดังพลางเดินหอบหิ้วเสื้อผ้าทิ้งลงกับโซฟาไม่ไกลนัก
“พี่….ฮีวอน” แจจุงเอ่ยเรียกเบาๆ พี่สาวที่เขาเคยทำงานด้วยพักใหญ่ พี่สาวที่มาจากต่างประเทศแต่สามารถพูดเกาหลีได้คล่อง พี่สาวที่ไม่ว่ายังไงเธอก็ยังเข้าข้างดงบังชิงกิ เพราะฉะนั้นถึงได้ลาออกจากเอสเอ็มหลังจากที่ทั้งสามฟ้องร้อง
“เด็ก 5 ขวบ เธอพูดถึงใครห๊า!!” ผู้จัดการส่วนตัวคนเก่าแผดเสียงใส่เธอ นั่นไม่ได้ทำให้ทั้งสามแปลกใจสักเท่าไหร่เพราะตอนทำงานด้วยกันสองคนนี้ก็กัดกันเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว
“จะพูดถึงใครซะอีก ก็นายไง ซองยอน เมื่อก่อนทำตัวเป็นผู้จัดการที่ดีจริงๆเลยนะ แต่พอเกิดเรื่องนายก็ทิ้งพวกเขาเฉยเลย….ตลอดเวลาที่ทำงานกับพวกเขามา นายไม่เคยมีคำว่า พี่น้อง หรือความผูกพันอยู่ในหัวสมองนายเลยใช่มะ”
“พี่ฮีวอน….” แจจุงปาดน้ำตาพลางเอื้อมจับมือเล็กเขย่าเบาๆ “พอแล้วล่ะฮะ”
“แจจุง…นายพาน้องๆไปขึ้นรถก่อนเถอะ เดี๋ยวพี่จะตามไป”
“แต่ว่า”
“แจจุง….” ชายร่างบางได้แต่ถอนหายใจออกมาพลางโอบไหล่ยูชอนที่กำลังร้องไห้เดินออกจากห้องแต่งตัวไป จุนซูคว้ากระเป๋าและเดินหนีออกไปเช่นกัน
“เธอมันบ้ารู้ตัวไหม มีงานทำเงินเดือนดีๆไม่ชอบ ดันลาออกเพราะพวกเขางั้นเหรอ”
“ช่าย ฉันบ้า แต่นายน่ะบ้ากว่าฉันเยอะ ทั้งๆที่รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด ถึงเด็กสามคนนั้นจะฟ้องเพราะเรื่องเครื่องสำอางแต่มันก็เป็นความจริงที่เอสเอ็มเอาเปรียบพวกเขามาตลอด ทั้งๆที่นายรู้ ก็รู้อยู่เต็มอกแต่นายกลับปิดหูปิดตาเข้าข้างฝ่ายนั้น ทำไมซองยอน ถามจริงๆเถอะนะ นายทำงานกับเด็กพวกนั้นมาตั้ง 4 ปี ไม่รู้สึกรักเขาบ้างเหรอ เขาไม่เหมือนน้องชายของนายเหรอ” ผู้จัดการส่วนตัวเงียบไป พลางนึกถึงวันเก่าๆที่ได้ร่วมงานกับเด็กหนุ่ม 5 คน
“พูดกับเธอก็เสียเวลาเปล่า ฉันจะกลับล่ะ”
“เสียเวลาหรือว่าไม่กล้ายอมรับกันแน่ว่าจริงๆแล้วนายก็เห็นใจเด็กๆเหมือนกัน …ถึงฉันจะบ้าไปหน่อยแต่อย่างน้อยฉันก็มีหัวใจนะซองยอน ไม่เหมือนนาย…..” หญิงสาวมองเขาด้วยสายตาเกรี้ยวกราด
ภายในรถ
“ยูชอน หยุดร้องได้แล้ว” จุนซูเขย่าตัวเพื่อนเบาๆ แจจุงตบบ่ายูชอนพลางเดินเข้าไปนั่งลงที่แถวหลังของรถตู้ พลางมองแผ่นหลังสั่นเทาของปาร์คยูชอน โทรศัพท์ในกระเป๋าก็ดังขึ้น แจจุงหยิบมันขึ้นมาดูแค่เพียงชื่อที่แสดงตรงหน้าจอมันก็ทำให้เขาร้องไห้ออกมาอีกครั้ง “อูรียุนโฮยา”
“ยะ ยุนโฮ” เสียงแผ่วเบาเพราะพยายามกลั้นก้อนสะอื้นไว้อย่างลำบาก
“แจจุง….ฉันดูถ่ายทอดสด MAMA แล้วนะ” ปลายสายเงียบไปเช่นกัน อย่างกับว่ากำลังพยายามสะกดกลั้นอารมณ์อะไรบางอย่างไว้ แจจุงกดเปิดลำโพงให้เสียงของปลายสายดังไปทั่วรถ
“ดูแล้วเหรอ….ยะ ยุนโฮ พวกเรา…” ในที่สุดแจจุงก็สะอื้นออกมา และเสียงร้องไห้นั่นยุนโฮเองก็ได้ยิน “ร้องไห้ทำไมแจจุง….ปกติเวลารับรางวัลนายไม่เคยร้องไห้เลยนี่นา… ร้องไห้ทำไม”
“ฉัน….ยุนโฮ มันคงจะดีกว่านี้ถ้าเราขึ้นรับรางวัลกัน 5 คน ถึงมันจะเป็นรางวัลใหญ่ก็จริง แต่พวกเรากลับไม่ดีใจเลยที่ไม่มีนายกับชางมิน”
“……………”
“พี่ๆฮะ…..” เสียงชางมินดังขึ้นในที่สุด
“เฮ่ ชางมินเหรอ นายอยู่กับพี่ยุนโฮเหรอ” จุนซูโน้มตัวมาพูดใกล้ๆโทรศัพท์
“ใช่ เราสองคนรอดูตอนพี่ๆรับรางวัล…พี่ๆเท่ห์มากเลยนะ”
“อย่าพูดแบบนั้นได้ไหม ฉันรู้สึกว่าน้ำตามันจะไหล” จุนซูพูดเสียงเบา
“เอาล่ะ ฉันคงพูดนานไม่ได้นะแจจุง จุนซู ยูชอน…ฉันแค่อยากจะบอกว่าเราสองคนดีใจมากกับรางวัลนี้ พวกนายน่ะเป็นคนขึ้นไปรับรางวัลพวกนายก็ต้องดีใจเหมือนกันเข้าใจไหม อย่าเอาแต่ร้องไห้ล่ะ…” ลีดเดอร์ทำเสียงดุ เหมือนเมื่อก่อนไม่มีผิด
“อืม….แล้วฉันจะเลี้ยงข้าวนายโอเคนะ….เราหาเวลาออกไปด้วยกันทั้ง 5 คนเนี้ยแหละ”
“ถ้าทางนี้เขาไม่ว่าอะไรฉันก็คงจะได้ออกไป….นายเข้าใจนะแจจุง ว่าฉันหมายความว่าอะไร” ร่างบางเงียบไปพักนึงก็เพราะร้องไห้ออกมาอย่างหนัก จุนซูเองก็น้ำตาไหลออกมาเช่นกัน
“เข้าใจ เข้าใจแล้ว”
“ถ้างั้นแค่นี้ก่อนนะ แจจุง ยูชอน จุนซู”
“บายฮะ” ยูชอนพูดขึ้นเป็นครั้งแรก หลังจากยุนโฮกับชางมินวางสาย ทั้งหมดก็ดูเหมือนจะเงียบไป ต่างคนต่างนั่งอยู่ในมุมของตัวเองและปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาอย่างเงียบๆ
“รอนานไหมหนุ่มๆ ขอโทษที พี่คุยกับหมอนั่นอยู่น่ะ” ฮีวอนขึ้นมาบนรถและรู้สึกได้ถึงความเศร้าหมองและหดหู่
“ออกรถเลยนะคะ”
“ครับ” หญิงสาวเดินไปที่แถวสองพลางตบบ่ายูชอนกับจุนซูเบาๆ เธอเลือกที่จะนั่งลงข้างๆแจจุง ที่ตอนนี้ดูเหมือนเขาจะอ่อนแอมากกว่าครั้งไหนๆ มือสวยจับลงที่มือใหญ่ที่กำลังถือรางวัลอันทรงเกียรติไว้พลางหยิบมันออกไปวางข้างๆ
“เมื่อกี้ยุนโฮกับชางมินโทรมาฮะ” แจจุงพูดแต่เขาไม่ได้หันมามองเธอ
“อืม ดีแล้ว ก็ดีแล้วหนิแจจุง….แล้วนายร้องไห้ทำไม หึ” มือสวยยกขึ้นลูบเส้นผมที่ปกใบหน้าไปข้างๆ “ตั้งแต่เรื่องฟ้องร้อง จนมาถึงวันนี้ มีหลายครั้งที่ผมต้องร้องไห้ แต่ว่าวันนี้ มันรู้สึกแย่มากกว่าทุกครั้งเลย….ผมรู้สึกเหมือน ทำผิดต่อยุนโฮกับชางมิน” ใบหน้าหวานก้มลงหยาดน้ำตาหยดลงที่มือของหญิงสาว มือสวยเชยใบหน้าหวานขึ้นพลางกดนิ้วโป้งเช็ดน้ำตาให้กับเขา
“แจจุง….ยุนโฮกับชางมิน…เขาจะต้องเข้าใจ และเขาก็คงจะดีใจที่พวกนายขึ้นรับรางวัล ฟังนะ ทั้งสามคน ตอนนี้ดงบังชิงกิยังไม่แตกไม่ใช่เหรอ ก็แค่แยกกันชั่วคราว มันยังมีโอกาสที่พวกนายจะกลับมารวมตัวกันอีกครั้งแน่ๆ พี่เชื่ออย่างนั้นนะ”
“ผมเองก็อยากให้เป็นอย่างนั้นฮะ” ยูชอนหันมาพูดกับเธอ
“ใช่ เพราะฉะนั้น จนกว่าจะถึงวันนั้น นายทั้ง 5 คนคงต้องเจอกับเรื่องราวอีกเยอะเลย พวกนายต้องเข้มแข็ง รักษาความสัมพันธ์ของกันและกันไว้จนกว่าจะถึงวันนั้น….ยูชอน นายเป็นคนบอกแคสสิโอเปียให้เชื่อในศรัทธา และนั่นมันเป็นสิ่งที่พวกเราควรจะทำ ทุกอย่างมันจะต้องดีขึ้น พวกนายจะต้องได้อยู่ด้วยกัน และกลับมามีความสุขเหมือนเดิม” หนุ่มๆทั้งสามมองหน้ากัน
“แล้วถ้า….มันไม่เป็นอย่างนั้นล่ะฮะ ถ้าสุดท้ายแล้วความพยายามของเราเสียเปล่าล่ะ การที่เราสู้กับเอสเอ็มมันไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลยนะฮะ อย่างรุ่นพี่ชินฮวากับ H.O.T มันก็ทำให้เห็นแล้วว่าเอสเอ็มอันตรายแค่ไหน” จุนซูออกความเห็น ละนั่นคงเป็นสิ่งที่ทั้ง 5 คนกังวลมากทีเดียว
“อย่าเพิ่งคิดไปถึงขนาดนั้นเลย แค่เราเชื่อ และพยายามต่อสู้ เข้มแข็งเข้าไว้สิ อีกอย่างพวกนายไม่ได้สู้ตัวคนเดียวหรอกนะ พวกนายยังมีแคสสิโอเปียทั่วเอเชียที่คอยสนับสนันและพร้อมจะเชื่อในศรัทธาไปพร้อมๆกับพวกนาย” “ตอนนี้ผมไม่แน่ใจ ว่าจะเหลือดวงดาวอีกสักกี่ดวงที่ยังคอยส่องแสงให้พวกเรา เกิดเรื่องแบบนี้ บางคนก็คิดต่อว่าพวกเรา” จุนซูพูด
“แต่พี่เชื่อว่า ดวงดาวที่เหลืออยู่น่ะ คือดวงดาวของพวกนายจริงๆ ถ้าแคสสิโอเปียอยู่เคียงข้างดงบังชิงกิไปถึงที่สุดได้ นั่นล่ะเขาถึงเรียกว่าแคสสิโอเปียจริงๆ สุขด้วยกัน ทุกข์ด้วยกัน ร้องไห้ด้วยกัน หัวเราะด้วยกันพี่ว่ามีแคสสิโอเปียหลายดวงเลยนะที่มั่นคงแบบนั้น” จุนซูพยักหน้าพลางหันไปมองยูชอนที่นั่งใกล้ๆ แขนบางเอื้อมดึงเพื่อนรักเข้ามากอดไว้ ฮีวอนหันมองเด็กหนุ่มข้างๆ ถึงจะดูเข้มแข็งก็จริงแต่นี่แหละคิมแจจุง เมื่อมันสุดๆแล้วถึงจะปล่อยมันออกมา มือสวยลูบเส้นผมนุ่มของเขาพลางดึงร่างสูงที่สั่นเทาเข้ามากอดไว้แน่น
“ไม่เป็นไรนะแจจุง ไม่เป็นไรนะ” แจจุงกอดฮีวอนไว้แน่นพลางซุกใบหน้าลงกับไหล่พลางร้องไห้ออกมาเบาๆ
edit @ 24 Nov 2009 20:48:27 by *~hiromi_hero~*


